Feeds:
Posts
Comments

ส่งงานประกวด NVArt – Design Fusion มาวิจารณ์ให้หน่อยสินะ

ในที่สุดก็ทำงานส่งประกวดอีกชิ้นได้สำเร็จจนได้ แต่ไอ้เจ้าประโยคภาษาอังกฤษนี่แหละที่กลัวๆว่าจะตีความไม่ถูก
การส่งงานประกวดแข่งกับต่างประเทศเนี่ยมันเป็นอะไรที่หินสุดๆ เพราะฝีไม้ลายมือพี่ท่านใช่ย่อยซะทีไหน
งานนี้ก็เลยดึงเอากลิ่นอายของไทยเข้ามาผสมเสียหน่อย…ก็เลยได้ออกมาแบบเนี้ย 

ส่วนอันนี้กะว่าจะส่งอีกชิ้นนึง….แต่ดันไม่ทันแฮะ…เสร็จช้าไป30นาที ทางเว็บที่ประกวดเขาก็เลยเอาปุ่มส่งงานออก เฮ่อ…เศร้า

หลังจากฝึกใช้เมาส์ปากกาด้วยตัวเองมาหลายวัน เพื่อไม่ให้เสียเปล่าและเกิดความชำนาญในการยุทธขึ้น ก็เลยมองหางานประกวด ก็พอดีไปเจองานประกวดภาพในหัวข้อ My Frist Love  เอ้าวะ…ลองดู ก็เลยใช้เวลาอยู่5 -6 วันจนได้เป็นรูปแบบนี้ล่ะ

ไม่รู้ว่าจะได้รางวัลไหม เพราะแอบหวังอยู่เหมือนกันล่ะ

ทำงานกราฟิคมาก็มาก เป็นฟรีแลนช์ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เป็นเวลามากกว่า10ปี ที่ใช้การสร้างสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เพื่อให้เข้าใจในความต้องการของเค้า และทำงานของลูกค้าประดุจงานของเราเอง คือเป็นกันเอง เพราะงานสร้างสรรค์งานด้วยไอเดียอย่างนี้ มันต้องทำงานด้วยความรู้สึกที่ดี งานจะออกมาดี (จริงๆนะ)

ทุกอย่างก็ดำเนินมาด้วยดี ลูกค้าของเราประทับใจในงาน มีงานเมื่อไร เป็นโทรหา หรือบางทีก็ไหว้วานให้ทำงานเล็กๆน้อยๆด้วยค่าตอบแทนเป็นอาหาร1มือ จัดว่าเป็นสังคมการทำงานที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระหว่างตัวเรา กับลูกค้าทุกท่านที่คอยเอางานมาให้ทำ (ขอบคุณมากๆค่า)

แต่แล้ววันหนึ่งก็ได้พบกับพี่คนนึ่งซึ่งแกเป็นพนักงานบริษัทด้านการสื่อสารแห่งหนึ่งบนถนนรัชดา  พี่แกเป็นคนน่ารัก อัทยาศัยดี ไม่ถือตัวเลย พอทำงานไปชิ้นแรกถึงแม้หนักหน่อย และเป็นงานเร่ง แต่ก็ไม่เครียด ไม่เหนื่อยเลย เพราะแกมักจะพูดดีกับเราเสมอ ดังนั้นเราจึงเร่งทำงานให้แกแบบหามรุ่งหามค่ำ จนเสร็จใน 2 วัน เราก็นึกดีใจอยู่ครั่นคร้ามว่า เราช่างโชคดีที่เจอลูกค้าที่ดีกับเราตลอด

ในวันที่เราเข้าไปส่งงานปรากฎว่าต้องแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งต้องใช้ด่วนเลย (ตายล่ะ..ไม่ได้เอาโน้ตบุ๊คมาเลย…ทำไงดี)จะวิ่งไปวิ่งมาไม่ทันแน่ๆ พอดีพี่ฉอย หัวหน้าแผนกของพี่แกใจดีสุดแสน ให้ยืมเครื่องทำงาน โชคดีจังแก้ปัญหาได้เปาะนึงละ เอ้าต่อไปไม่มีโปรแกรมที่ต้องใช้ พี่แกอุตสาห์ไปหาจนทั่วไปม่มีใครมี สุดท้ายต้องใช้โปรแกรมอีกตัวที่ประสิทธิภาพด้อยกว่า โดยหาโหลดเอาจากอินเทอร์เน็ต  พอได้มาก็เริ่มลงมือทำแต่เจ้ากรรม โปรแกรมที่โหลดมากลับรวนซะงั้น แต่ก็แก้ไขไปได้ด้วยการปรับเปลี่ยนบางอย่าง ถึงแม้ว่าจะมีส่วนที่แตกต่างจากไฟล์เดิมไปบ้าง แต่หัวหน้าของพี่แก ก็โอเค………เฮ่อ…….โล่ง

งานผ่านพ้นไประหว่างรอรับเงินค่าจ้าง พี่แกก็มีงานใหม่ให้เราออกแบบและทำเสนอราคาไป ทุกอย่างดูราบรื่นด้วยดี เพราะงานที่แล้วพี่แกบอกว่าหัวหน้าชมว่างานดีมาก ที่ได้งานอีกชิ้นก็คงเพราะงานที่เราทำคราวที่แล้วละมั้ง พี่แกก็พลอยดีใจไปกับเราด้วย แล้วแกก็บอกว่า

” ที่นี่น่ะ… คุณก็คิดราคาอย่าให้แพงมากนักนะ จะได้ใช้กันหลายๆงานนะ “

” ได้ค่ะพี่..ปกกติ ก็คิดแค่คุ้มค่าเหนื่อยน่ะแหละ จะให้คิดแพงได้ไง ก็แค่ฟรีแลนซ์ “

เราก็คิดอย่างนั้น เพราะติดกับสุภาษิตที่ว่า ” โลภมาก ลาบหาย ” เอาแค่พออยู่พอกิน อีกอย่างเราไม่เที่ยวก็ใช้เงินเท่าที่จำเป็นอยู่แล้ว

การส่งสคริปงานและตีราคาครั้งแรกผ่านไปด้วยดี ใจคิดแน่นอนว่าคงต้องแก้ไขอะไรนิดหน่อยตามปกติ แต่ราคามันถูกมากสำหรับงานทั้งหมดนี่..แต่ทำไงได้ พี่แกบอกว่าเผอิญแกเขียนงบเบิกไปเท่านี้เอง อีกอย่างการได้ทำงานอย่างสบายใจกับลูกค้านิสัยดีอย่างพี่ๆที่นี่ก็นับว่าโอเคล่ะ

และแล้ววันที่พี่เขาโทรมาเพื่อแก้ไขสคริปที่ส่งไปก็มาถึง การแก้ไขครั้งนี้ถือว่าดีมาก เพราะหัวหน้าของพี่เขาได้ส่งสคริปแก้ไขงานให้ง่ายขึ้นเยอะกว่าเดิมมาก จากงานที่แก้ไขและเพิ่มเติมกับราคางานก็โอเคมากๆ แต่ที่ไม่โอเคด้วยคงจะเป็นสีหน้าของพี่แก ผู้ซึ่งบรีฟงานแก้ไขให้เราที่นั่งอยู่ตรงหน้า จนเราอดถามไม่ได้ว่า

” พี่วันนี้เป็นอะไรน่ะ…ทำไมทำหน้าเซ็งขนาดนั้น”

” ก็ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ “

” ไม่จริงอ่ะ…. งานมีปัญหาเรื่องไร เกี่ยวกับราคาหรือเปล่าคะพี่ “

” เปล่า..ไม่มีอะไรจริงๆ”

 

พอพูดจบหน้าแกก็ดูจ๋อยแบบเนือยๆลงไปอีก จนเราต้องถามแกอีกว่า

” พี่มีไรก็บอกนะ….ถ้าอยากให้ลดก็ได้นะ แต่คงได้ไม่มากค่ะหรือเอาเป็น..ออกแบบอะไรเพิ่มเป็นการแถมให้ดีไหม…หรือว่า…..”

” ไม่หรอก..คือพี่ถูกเข้าใจว่าพี่น่ะรู้จักสนิทสนมกับคุณ ” อยู่แกก็พูดขึ้นมา

” อ้าว….เดี๋ยวๆ แล้วมันยังไงกันเนี่ย “

” หัวหน้าของพี่เขาพูดกับพี่ตอนส่งสคริปที่แก้ไขแล้วว่า…ส่งให้เพื่อนเธอด้วย…พี่ก็เลยอึ้งเลย “

” ไหงเป็นงั้นล่ะ….ก็เราไม่ได้เป็นเพื่อนกันมาก่อนนี่ ก็เพิ่งรู้จักตอนพี่หาจากเน็ทนี่นา “

” ก็นั่นสิ….กลับกลายเป็นว่าพี่เป็นเพื่อนกับคุณมาก่อน และสนิทกัน คุณเลยได้งาน “

 

พอได้ยินก็ใจแป้วเลย คิดสระตะว่า เอาแล้วไง อะไรเนี่ย แต่มันไม่ใช่นี่นา มันเป็นไปได้ไงเนี่ย คนเพิ่งรู้จักกันไม่เท่าไร เจอหน้านับครั้งได้ โทรคุยกันซะเป็นส่วนใหญ่ แล้วทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้ล่ะ ทั้งๆที่ขวัญหนีดีฝ่อ กลัวถูกเข้าใจผิด ( ไม่ชอบเลย ) ปากก็บอกออกไปว่า

” พี่ไม่ต้องคิดมาก..เราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด “

” แต่การที่ถูกเข้าใจว่าเป็นอย่างนี้น่ะ..มันมีผลต่อการทำงานนะ…อาจจะถูกเข้าใจไปว่า เรามีนอกมีในกันก็ได้ “

” ขนาดนั้นเลยเหรอ…มันไปกันใหญ่แล้วนะนี่…….

ไม่เป็นไรพี่…. ก็ถ้าอย่างงั้นก็บอกไปว่า หนูยินดีที่จะแข่งกับเจ้าอื่นๆ

ทั้งเรื่องดีไซน์ และราคาพี่ … หนูไม่คิดมากหรอก ใครเจ๋งกว่าก็ได้งานไป “

 

พี่แกก็ยังทำหน้ากังวลหนักเข้าไปอีก เลยชักจะไม่แน่ใจแล้วว่าที่เรากะจะพูดให้แกสบายใจ
กลับกลายเป็นว่าทำให้แกรู้สึกกดดันซะแล้วรึเปล่าเนี่ย (ปากหมดอายุอีกละเรา)
แตอย่างไรเราก็ยังคงดันทุรังพูดออกไปซะอีก

” จริงๆนะพี่….หนูเป็นฟรีแลนซ์สายอาชีพนี้มานาน

ความเชื่อใจในการทำงานสำคัญที่สุดสำหรับหนู แต่เผอิญในธุรกิจก็ไม่มีคำนี้เสียด้วย

และไม่คาดหวังสักนิดว่าใครจะเชื่อใจเรา

หน้าที่หนูคือ รับบรีฟ แล้วก็ทำงานอย่างใส่ใจและเต็มที่เท่านั้น

หนูคิดแค่นี้เอง…คิดมากกว่านี้ ไอเดียอันมีค่าของหนูก็หล่นหายหมดน่ะสิ “

วันนั้นทั้งเราและพี่เขาก็แยกยากกันโดยไม่พูดอะไรมากมาย จนเรากลับมาถึงบ้านแล้วก็ยังไม่หายไอ้ความรู้สึกโหวงๆเลย ที่พูดเก่งเมื่อกี้ก็แค่เปลือกเท่านั้น จริงๆแล้วเสียใจมากเลย เราก็แค่เห็นว่ามันเป็นอะไรที่ดีนะกับการยื่นมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง บางทีพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความเห็น ถ้อยความ แค่เรายืนใกล้กัน รักษาระยะห่างกันน้อยลงหน่อย น่าจะทำให้สังคมห่างเหินกันน้อยลงไม่ใช่หรือ กลับกลายเป็นว่าเป็นผลลบไป เหมือนกับดิสเครดิตความน่าเชื่อถือให้น้อยลงไป และอาจจะรุนแรงไปกว่านั้นอย่างที่พี่แอ๋วพูดออกมารึนี่….

 

วันนี้ก็เรียนรู้เพิ่มอีกหนึ่งว่า 

บางครั้ง…การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น

..ก็ใช่ว่าจะเกิดผลในทางที่ดีเสมอไป!!

 

Older Posts »